Grab ประกาศว่าจะปรับธุรกิจในอินโดนีเซีย หลังจากการตัดสินใจของรัฐบาลประธานาธิบดี ปราบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ที่จะกำหนดเพดานค่าคอมมิชชั่นสำหรับบริการเรียกรถด้วยรถรับจ้าง (ride-hailing) ไว้ที่ 8% จากเดิมราวๆ 20% ตามรายงานของ Bloomberg โดยการเปลี่ยนแปลงคาดว่าจะกระทบเป็นหลักต่อบริการมอเตอร์ไซค์สองล้อของบริษัทในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท
ปีเตอร์ ออย (Peter Oey) ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO) ของ Grab ระบุว่า โครงสร้างค่าโดยสารและรูปแบบธุรกิจสำหรับการนั่งมอเตอร์ไซค์ในอินโดนีเซียจะต้องมีการปรับให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ผู้ใช้บริการมอเตอร์ไซค์ในอินโดนีเซียมีสัดส่วนต่ำกว่า 6% ของปริมาณธุรกิจด้านการเดินทาง (mobility) ของ Grab ตามที่อเล็กซ์ ฮังเกต (Alex Hungate) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) กล่าว ซึ่งชี้ว่า ผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานโดยรวมอาจมีจำกัด
ประธานาธิบดี ปราบโว ซูเบียนโต ประกาศเพดานค่าคอมมิชชั่นในงานวันแรงงาน (Labour Day) โดยวางกรอบมาตรการเป็นการยกระดับสวัสดิการของคนขับ นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการประท้วงต่อเนื่องหลายปีในกรุงจาการ์ตา สุราบายา และเมืองอื่นๆ ซึ่งก่อนหน้านี้คนขับได้เรียกร้องให้กำหนดเพดานค่าคอมมิชชั่นไว้ที่ 10% เพดานใหม่ 8% ต่ำกว่าความต้องการเหล่านั้นด้วย
กฎระเบียบยังบังคับให้บริษัทให้บริการเรียกรถผ่านแอปจัดให้มีประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุสำหรับคนขับ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนด้านการปฏิบัติการ
เพดานค่าคอมมิชชั่นสร้างแรงกดดันให้กับโมเดลธุรกิจที่ค่าคอมมิชชั่นสูง ซึ่งหลายแพลตฟอร์มในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มแบบ gig economy ใช้เป็นฐานในการสนับสนุนการดำเนินงานและการพัฒนาด้านเทคโนโลยี แม้มาตรการมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ให้คนขับ แต่ก็อาจทำให้ตลาดหดตัวได้ หากบริษัทลดส่วนลดสำหรับผู้บริโภคหรือแรงจูงใจสำหรับคนขับเพื่อปกป้องอัตรากำไร
การตัดสินใจดังกล่าวอาจส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลในตลาด gig economy รายใหญ่อื่นๆ นำมาตรการควบคุมราคาในลักษณะเดียวกันมาใช้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งภาคส่วนสำหรับนักลงทุน นโยบายนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อคู่แข่งอย่าง inDrive ซึ่งเป็นบริษัทเรียกรถที่ให้บริการด้วยค่าคอมมิชชั่นต่ำกว่า 10% อยู่แล้ว
GoTo กลุ่มบริษัทอินเทอร์เน็ตของอินโดนีเซีย ที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจเรียกรถและอีคอมเมิร์ซ เคยบันทึกกำไรสุทธิครั้งแรกในไตรมาสแรกของ 2026 ก่อนการประกาศนโยบายครั้งนี้