Bitcoin Cash (BCH) ราคาตกต่ำกว่า 522 ดอลลาร์ในวันอังคาร หลังจากที่เคยถูกกดดันหลายครั้งที่ระดับ 534.80 ดอลลาร์ อัตราส่วนระหว่างฝ่ายซื้อขาย 0.90 แสดงให้เห็นว่าฝ่ายขายเป็นฝ่ายครองตลาด ทั้งในตลาดสปอตและฟิวเจอร์ส มีแนวโน้มขายออก RSI อยู่ที่ 44 ต่ำกว่าระดับกลาง ซึ่งอาจเกิดการดีดตัวแบบ dead cat bounce แล้วราคาจะยังคงปรับตัวลงต่อไปที่แนวรับ 478.70 ดอลลาร์

(ที่มา: Coinglass)
ข้อมูลผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ของ Bitcoin Cash ชี้ให้เห็นแนวโน้มขาลงอย่างชัดเจน ในวันอังคาร ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่าอัตราส่วนระหว่างฝ่ายซื้อขาย BCH อยู่ที่ 0.90 ซึ่งต่ำกว่า 1 แสดงว่าความรู้สึกของตลาดเป็นเชิงลบ เนื่องจากนักเทรดจำนวนมากเชื่อว่าราคาจะลดลง วิธีคำนวณอัตราส่วนนี้คือจำนวนสัญญาเปิดฝ่ายซื้อหารด้วยจำนวนสัญญาเปิดฝ่ายขาย ค่าที่ 0.90 หมายความว่า สำหรับทุก 100 สัญญาเปิดฝ่ายขาย จะมีฝ่ายซื้อเพียง 90 สัญญาเท่านั้น
ความได้เปรียบของฝ่ายขายนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในประวัติศาสตร์ BCH แต่ในบริบทเทคนิคที่ราคาทำลายแนวรับไปแล้ว ข้อมูลอนุพันธ์ที่เป็นเชิงลบนี้จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านขาลงมากขึ้น เมื่อราคาสปอตลดลง ฝ่ายขายจะทำกำไร ขณะที่ฝ่ายซื้อจะขาดทุนและอาจถูกบังคับปิดสถานะ ความไม่สมดุลนี้จะส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มขึ้นของนักเทรดฝ่ายขาย ซึ่งเป็นการสร้างวัฏจักรลงที่เป็นการเสริมแรง
ข้อมูลจาก CryptoQuant ในมุมมองอีกด้านสนับสนุนแนวโน้มลบ โดยติดตามการไหลของเงินทุนและโครงสร้างการถือครองในตลาดสปอตและฟิวเจอร์ส ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการขายเป็นฝ่ายครองตลาดทั้งสอง แสดงว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดการปรับฐานในเร็ว ๆ นี้ ฝ่ายขายในตลาดสปอตหมายความว่านักถือครองจริงกำลังลดการถือครองออกไป ไม่ใช่แค่เทรดเดอร์ระยะสั้น ส่วนในตลาดฟิวเจอร์ส ฝ่ายขายเป็นฝ่ายครองตลาดแสดงว่านักเทรดมืออาชีพมีมุมมองเชิงลบต่ออนาคตของ BCH
จากประสบการณ์ในอดีต เมื่ออัตราส่วนระหว่างฝ่ายซื้อขาย BCH ต่ำกว่า 1 และอยู่ในระดับนี้เป็นเวลาหลายวัน มักจะตามมาด้วยราคาที่ปรับตัวลงต่อเนื่องเท่านั้น จนกว่าจะมีการฟื้นตัวของอัตราส่วนนี้ให้สูงกว่า 1 และมีสัญญาณเทคนิคที่ชี้ให้เห็นว่าราคามีเสถียรภาพ การติดตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นแนวทางบ่งชี้การเปลี่ยนเทรนด์ในอนาคต
ฝ่ายขายเป็นฝ่ายครองตลาด: นักเทรดจำนวนมากเชื่อว่าราคาจะลดลง จนเกิดความเห็นร่วมกันในการเปิดสถานะขาย
ความเสี่ยงในการบังคับปิดสถานะไม่สมดุล: เมื่อราคาลดลง ฝ่ายซื้อจะถูกบังคับปิดสถานะ ขณะที่ฝ่ายขายจะทำกำไรเพิ่มขึ้น
ผลกระทบทางอารมณ์และความเชื่อมั่น: ความรู้สึกเชิงลบในตลาดอนุพันธ์จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักถือครองในตลาดสปอต
สำหรับนักเทรด การเปิดสถานะ long ในสภาพแวดล้อมที่อัตราส่วนต่ำกว่า 1 ต้องระมัดระวังอย่างมาก ยกเว้นจะมีสัญญาณเทคนิคชัดเจนหรือข่าวดีสำคัญ เพราะความเสี่ยงในการเทรดสวนแนวโน้มสูงมาก ในทางตรงกันข้าม นักเทรดระยะสั้นอาจพิจารณาเทรดตามแนวโน้มขาลง แต่ต้องตั้งจุดตัดขาดทุนอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการ rebound อย่างกะทันหัน

(ที่มา: Trading View)
ราคาของ Bitcoin Cash ถูกกดดันหลายครั้งที่ระดับ 534.80 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับ Fibonacci retracement 61.8% (วัดจากจุดสูงสุด 603.90 ดอลลาร์เมื่อ 27 มกราคม ถึงจุดต่ำสุด 423.00 ดอลลาร์เมื่อ 6 กุมภาพันธ์) จุดนี้อยู่ใกล้กับเส้นแนวโน้มขาขึ้นที่เคยทะลุผ่านและเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 200 วัน (EMA) ที่ 544.70 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเปลี่ยนทิศทาง
ในเชิงเทคนิค เมื่อราคาทะลุแนวต้านหลายครั้งแต่ไม่สามารถผ่านได้ มักแสดงว่ามีแรงขายหนาแน่นในระดับนี้ ระดับ 534.80 ดอลลาร์อาจมีคำสั่งขายจำกัดจำนวนมากจากนักถือครองเดิมที่รอปลดล็อกกำไร (การขายทำกำไร) นักเทรดที่หวังจะทำกำไรระยะสั้น และนักเทคนิคที่เปิดสถานะขายในบริเวณแนวต้าน การรวมกันของแรงขายเหล่านี้ทำให้ BCH พยายามขึ้นไปแตะระดับนี้แต่ไม่ผ่าน
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับ 534.80 ดอลลาร์ยังซ้อนทับกับเครื่องมือทางเทคนิคหลายตัว เช่น เส้นแนวโน้มขาขึ้นที่เคยทะลุแล้วกลายเป็นแนวต้านในรอบการทดสอบซ้ำ ๆ เส้น EMA 200 วัน ซึ่งเป็นเส้นแนวรับแนวต้านระยะยาว เมื่อราคายืนต่ำกว่าเส้นนี้ แสดงว่าระยะยาวยังอยู่ในแนวโน้มขาลง การที่ BCH ล้มเหลวในการทะลุแนวต้านในบริเวณนี้แสดงว่ากำลังหมดพลังของฝ่ายซื้อและไม่สามารถผลักดันราคาขึ้นไปสู่แนวโน้มขาขึ้นใหม่ได้
จากปริมาณการซื้อขาย (Volume) พบว่าขณะที่ราคาพยายามทะลุ 534.80 ดอลลาร์ ปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นสัญญาณของการหมดแรงในการขึ้น ราคาขึ้นครั้งแรกด้วยปริมาณสูงสุด แต่ไม่สามารถทะลุผ่านได้ ต่อมาในรอบที่สองและสาม ปริมาณลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าความสนใจในการซื้อในระดับนี้ลดลงเรื่อย ๆ และเป็นสัญญาณว่าราคาน่าจะเปลี่ยนทิศทางลงในไม่ช้า
นอกจากนี้ แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงนี้อาจเป็นการดีดตัวแบบ dead cat bounce ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ราคาขึ้นชั่วคราวในช่วงขาลงอย่างรุนแรง แต่ไม่มีพื้นฐานสนับสนุนและมักจะกลับลงไปอีกครั้งหลังแตะแนวต้านสำคัญ ในกรณี BCH ราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 525.40 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าแนวต้าน 534.80 ดอลลาร์ ทำให้เป็นช่วงที่อาจเกิด dead cat bounce ได้
RSI อยู่ที่ 44 ต่ำกว่าระดับกลาง 50 และแนวโน้มเป็นขาลง แสดงให้เห็นว่าพลังของฝ่ายขายกำลังเพิ่มขึ้น RSI เป็นเครื่องมือวัดความเร็วและความแรงของการเปลี่ยนแปลงราคา ค่าระหว่าง 0 ถึง 100 เมื่อ RSI ต่ำกว่า 50 แสดงว่าช่วงนี้แรงขายมีมากกว่าช่วงขึ้น แม้ว่า RSI 44 ยังไม่เข้าสู่โซน oversold ที่ต่ำกว่า 30 แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายขายมีอำนาจเหนือกว่า
ที่สำคัญคือ RSI กำลังอยู่ในแนวโน้มขาลง ซึ่งหมายความว่าพลังของฝ่ายขายยังคงแข็งแกร่งและอาจเพิ่มขึ้น หาก RSI ลดลงไปต่ำกว่า 30 ก็อาจเป็นสัญญาณของการดีดตัวระยะสั้น แต่ในระดับ 44 นี้ พลังขายยังมีโอกาสดำเนินต่อไปได้อีก
ในขณะเดียวกัน MACD ให้สัญญาณขัดแย้งกัน โดยเส้น MACD กำลังเข้าใกล้จุดตัด (convergence) ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสัญญาณทอง (golden cross) เมื่อเส้นเร็ว (12 วัน EMA) ตัดขึ้นเหนือเส้นช้า (26 วัน EMA) ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มขาขึ้น แต่ในปัจจุบัน เส้น MACD กำลังเข้าใกล้จุดตัดนี้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าราคาจะดีดตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม หาก MACD ไม่สามารถยืนยันการเกิดสัญญาณทองได้ (เช่น ไม่เกิดการตัดขึ้นของเส้น MACD) ก็แสดงว่าพลังของฝ่ายขายยังคงแข็งแกร่ง และอาจมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงต่อไป ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า false crossover ซึ่งในเชิงเทคนิคบ่งชี้ว่าราคาน่าจะยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลงต่อไป
สรุปคือ RSI และ MACD ขัดแย้งกันในตอนนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระดับราคากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนเทรนด์ในอนาคตอันใกล้นี้ การตัดสินใจเทรดควรให้ความสำคัญกับข้อมูลจากปริมาณการซื้อขายและข้อมูลอนุพันธ์มากกว่าการพึ่งพาเพียงแค่หนึ่งในสองเครื่องมือ
หาก BCH ยังคงปรับตัวลง แนวรับสำคัญอยู่ที่ 478.70 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดก่อนหน้านี้และใกล้กับระดับจิตวิทยา 480 ดอลลาร์ หากราคาทรุดลงต่ำกว่านี้และไม่สามารถฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แนวโน้มจะไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมที่ 423.00 ดอลลาร์
กลยุทธ์การเทรดแบบ dead cat bounce ควรระมัดระวังอย่างมาก สำหรับนักเทรดที่ต้องการเข้าเทรดในช่วงนี้ ควรตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ประมาณ 520 ดอลลาร์ และตั้งเป้าหมายไว้ที่ 534.80 ดอลลาร์ โดยมีอัตราส่วนความเสี่ยง-ผลตอบแทนประมาณ 1:2 แต่ต้องเข้าใจว่านี่เป็นการเทรดสวนแนวโน้ม ซึ่งมีความเสี่ยงสูง
สำหรับนักเทรดระยะสั้น การรอให้ราคาลงไปถึงบริเวณ 478.70 ดอลลาร์ แล้วค่อยพิจารณาเข้าเทรดเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า หรือรอให้เกิดสัญญาณเทคนิคชัดเจน เช่น MACD เกิดสัญญาณทองและปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น จึงค่อยเข้าเทรด
ในทางตรงกันข้าม หาก BCH สามารถทะลุขึ้นไปและปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ที่ 544.70 ดอลลาร์ ก็อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าราคาจะปรับตัวขึ้นต่อไป โดยมีเป้าหมายที่ระดับ 564 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวต้านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน การทะลุผ่านแนวต้านนี้จะเป็นสัญญาณเปลี่ยนเทรนด์ในระยะกลาง แต่ในบริบทปัจจุบัน โอกาสที่จะทะลุผ่านได้ยังค่อนข้างต่ำตามข้อมูลและเครื่องมือเทคนิคที่มีอยู่